ดอลลาร์กลับมาเด่นในต้นเดือนมีนาคม แต่รอบนี้ไม่ใช่ภาพขาขึ้นที่ใสสะอาด
ในช่วงวันที่ 3–6 มีนาคม 2026 ตลาด Forex กลับมาให้ความสนใจกับดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกดดันทั้งยูโร ปอนด์ และเยนในระยะสั้น โดย Reuters รายงานว่าในวันที่ 3 มีนาคม ดอลลาร์ขึ้นไปแตะระดับสูงรอบหลายเดือนเมื่อเทียบกับหลายสกุลหลัก ขณะที่ยูโรร่วงลงแถว 1.1616 ดอลลาร์ ปอนด์อ่อนลง และ USD/JPY ขยับขึ้นไปแถว 157.61 เยนต่อดอลลาร์ในระหว่างวัน
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่ารอบนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดเชื่อทันทีว่าดอลลาร์กำลังกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นระยะยาว เพราะแม้ดอลลาร์จะรีบาวด์แรงจากแรงซื้อปลอดภัยและการปิดสถานะ short แต่ผลสำรวจนักกลยุทธ์ค่าเงินของ Reuters เมื่อ 4 มีนาคมยังมองว่าการฟื้นตัวครั้งนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน และภาพใหญ่ของปี 2026 ยังเอนเอียงไปทางดอลลาร์อ่อนค่ามากกว่าดอลลาร์แข็งถาวร
ทำไมตลาดถึงรีบซื้อดอลลาร์ในรอบนี้
สาเหตุหลักมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มประเมินใหม่ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่เคยคิด โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างยุโรป ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ซึ่งถูกมองว่าเปราะบางกว่าสหรัฐในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันและก๊าซเร่งตัว
มุมนี้อธิบายได้ว่าทำไมดอลลาร์ถึงแข็งพร้อมกันเมื่อเทียบกับทั้งยูโร ปอนด์ และเยน เพราะสหรัฐยังถูกมองว่ามีฐานะเป็น “ที่พักเงิน” ในช่วงตลาดกลัวความเสี่ยง และยังได้เปรียบจากความพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่ต่ำกว่าหลายประเทศคู่แข่ง
แต่ทำไมตลาดยังไม่มั่นใจว่าดอลลาร์จะขึ้นได้นาน
แม้ดอลลาร์จะเด้งขึ้นแรงในช่วงไม่กี่วัน แต่ Reuters ระบุว่าดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าราว 12% เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินนับจากต้นปี 2025 และนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ยังคาดว่าเฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวมประมาณ 2 ครั้งภายในปีนี้ เพียงแต่ตลาดเลื่อนความคาดหวังการลดดอกเบี้ยครั้งแรกออกไป ทำให้ดอลลาร์ได้แรงหนุนระยะสั้นเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดไม่ได้กำลังซื้อดอลลาร์เพราะเชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐแบบเต็มตัว แต่กำลังซื้อเพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยขึ้นชั่วคราว และเพราะคนที่ถือสถานะขายดอลลาร์ไว้ก่อนหน้าเริ่มรีบปิดสถานะ เมื่อแรงซื้อแบบนี้หมดไป ทิศทางดอลลาร์ก็อาจกลับมาอ่อนแรงได้อีกถ้าปัจจัยพื้นฐานไม่สนับสนุนต่อ
คู่เงินไหนได้รับผลกระทบชัดที่สุด
สำหรับ EUR/USD แรงกดดันมาจากสองชั้นพร้อมกัน คือดอลลาร์แข็งจากแรงซื้อปลอดภัย และยุโรปถูกมองว่าอ่อนไหวต่อราคาพลังงานมากกว่า อีกด้านหนึ่ง ผู้กำหนดนโยบายยุโรปบางรายยังมองว่า ECB อยู่ใน “จุดที่ดี” อยู่แล้ว แต่ก็ต้องติดตามผลจากราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด หมายความว่ายูโรยังมีโอกาสแกว่งแรงถ้าตลาดตีความว่า ECB จะมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยลงหรือเศรษฐกิจยุโรปจะถูกพลังงานกดดันหนักกว่าเดิม
สำหรับ GBP/USD ปอนด์ยังถูกกดดันคล้ายยูโร เพราะสหราชอาณาจักรเป็นอีกประเทศที่เสี่ยงต่อเงินเฟ้อจากพลังงานนำเข้า Reuters รายงานว่าเมื่อ 5 มีนาคม ปอนด์กลับมาอ่อนค่าต่อหลังดีดได้เพียงวันเดียว และความน่าจะเป็นที่ตลาดคาดว่า BOE จะลดดอกเบี้ยในเดือนนี้ก็ลดลงเหลือเพียง 22% จาก 75% เมื่อไม่กี่วันก่อน แปลว่าตลาดกำลังสับสนระหว่างเศรษฐกิจที่อ่อนแรงกับเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อจากพลังงาน ซึ่งทำให้ปอนด์มีโอกาสผันผวนต่อได้ง่าย
ส่วน USD/JPY เป็นคู่ที่น่าจับตาอย่างมาก เพราะแม้เยนจะเสียเปรียบจากแรงซื้อดอลลาร์ แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็เริ่มส่งสัญญาณชัดขึ้นว่า “จะจับตาการเคลื่อนไหวของเยนอย่างใกล้ชิด” เนื่องจากค่าเงินมีผลต่อเงินเฟ้อพื้นฐานและความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชน BOJ ระบุเมื่อ 6 มีนาคมว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อราคาสินค้ามากกว่าในอดีต ซึ่งทำให้ตลาดต้องระวังว่า หากเยนอ่อนเร็วเกินไป BOJ อาจส่งสัญญาณเข้มขึ้นในภายหลังได้
เทรดเดอร์ควรอ่านเกมรอบนี้อย่างไร
สิ่งสำคัญคืออย่ามองว่าดอลลาร์แข็งรอบนี้เป็นสัญญาณเดียวกับ “แนวโน้มขาขึ้นรอบใหญ่” เสมอไป เพราะจากข้อมูลล่าสุด ตลาดยังแบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งเชื่อว่าเมื่อโลกเสี่ยงมากขึ้น ดอลลาร์จะได้แรงหนุนต่อ อีกฝั่งเชื่อว่าแรงหนุนนี้อาจอยู่ไม่นาน เพราะสุดท้ายเฟดยังมีโอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้ และการรีบาวด์รอบนี้เป็นผลจากการปิดสถานะ short มากกว่าการเปลี่ยนมุมมองระยะยาวอย่างแท้จริง
ในทางปฏิบัติ ถ้าคุณเทรดข่าวหรือเทรดตามโมเมนตัม ช่วงนี้ควรระวังคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและ safe haven เป็นพิเศษ เพราะราคามีโอกาสกลับทิศแรงเมื่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน หรือเมื่อราคาน้ำมันเริ่มนิ่งลง ขณะที่คนที่เทรด USD/JPY ต้องเฝ้าดูทั้งดอลลาร์และท่าทีของ BOJ ไปพร้อมกัน ไม่ใช่มองแค่ฝั่งสหรัฐอย่างเดียว
สรุป
ต้นเดือนมีนาคม 2026 เป็นช่วงที่ดอลลาร์กลับมาแข็งจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างชัดเจน แต่ภาพนี้ยังไม่ใช่การยืนยันว่าดอลลาร์จะกลับมาครองตลาด Forex ได้ยาว ๆ เพราะปัจจัยหนุนหลักยังเป็นความกลัวของตลาดและการปิดสถานะเดิม มากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มพื้นฐานแบบถาวร ถ้าความตึงเครียดคลี่คลาย หรือถ้าตลาดกลับมาโฟกัสเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้ง ดอลลาร์ก็มีโอกาสอ่อนแรงลงได้เหมือนกัน
